การทำเกษตรแบบพอเพียงแบบฉบับพืชไร่ผลไม้

  หากถามว่าการทำไรทำนา นั้นเป็นการทำงานที่ยากลำบากไหม ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยความสำคัญเท่าไหร่ แต่รู้หรือไม่ว่า การทำงานแบบนี้นั้นถือว่าเป็นอาชีพที่เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ได้ดีกว่าอาชีพไหนๆ แต่ในวันนี้เราจะมาพูดถึงเกี่ยวกับการทำเกษตรแบบผสมผสาน แนวทางพอเพียงแบบฉบับพืชไร่ผลไม้ที่ให้ผลราคาสูงนั้นมีหลากหลายชนิด แต่ที่ยากจะเอามาแชร์การทำเกษตรกรที่ให้ผลตอบแทนสูง และ สามารถแปรรูปได้หลากหลายรูปแบบกับผลไม้ที่มีชื่อว่าทุเรียน ซึ่งการปลูกก็ง่ายเพียงแค่ปลูกแบบปกติธรรมมาเหมือนผลไม้ทั่วไป แต่ผลไม้ชนิดนี้นั้นจะออกผลแค่ปีละครั้ง หรือ ตามช่วงที่มันจะออกนั่นเองซึ่งผลไม้ชนิดนี้ อาจจะกินยากไปหน่อยแต่ก็ให้ราคาที่สูง เพราะ ว่ามันสามารถแปรรูปได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเปลือกของทุเรียน นั้นมันสามารถนำมาตากแห้งแล้วทำมาทำเป็นเชื้อเพลิงได้หรือไม่ก็มาทำเป็นยากันยุงได้เวลาจุดไฟ และ ผลเนื้อในที่สุดนั้นมันก็มีรสชาติที่ปนไปด้วย ทั้งความหอมและความหวานละมุนเข้ากันด้วยดีไม่หวานไปกำลังพอดีแล้วข้อดีอีกอย่างของมันนั่นก็ คือ เวลากินไม่หมดเหลือที่เรามีทุเรียนจะเยอะจนเกินไปนั้นมันก็ยังสามารถมาทำทุเรียนทอดกรอบเพิ่มราคามูลค่าของพืชไร่ผลไม้ ชนิดนี้ได้อย่างดีแถมยังมีรสชาติที่ให้ความแปลกใหม่ ไม่เหมือนใครอีกด้วยซึ่งถ้าอยากจะลองไปชิมเองที่ต้น มันแล้วขอแนะนำที่ไร่แถวจังหวัดจันทบุรีและก็ระยอง 2 จังหวัดนี้เลยขอแนะนำเนื้อแน่นหวานมันมากสร้างผลกำไรให้กับเกษตรกรอย่างมากจนได้ถูกจัดให้เป็นสินค้า OTOP ประจำจังหวัดไปแล้วและที่สำคัญหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้วนอกจากที่นี่ที่เดียวจังหวัดจันทบุรีและก็ระยองเท่านั้นต้นตำหรับทุกเรียนทอด

การทำเกษตรไม่ใช่แค่ทำไร่นาอีกต่อไปสัตว์ก็เป็นสัตว์เกษตรได้เช่นกัน

ถ้าพูดถึงเกี่ยวกับคำว่าการทำเกษตรแล้วนั้น ทุกคนก็ต้องพูดถึงการทำไร่นาหรือการทำไร่ผลไม้ต่างๆ แต่จริงๆ แล้วนั้นมันไม่ได้มีเพียงแค่ไร่นาอีกต่อไป แล้ววันนี้สัตว์ก็สามารถนำมาเป็นสัตว์เกษตรได้เช่นกัน อย่างเช่น หมูหรือที่เรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่าสุกรเพราะว่าเนื้อของหมูนั้น ให้ราคาแพงมากแล้วหมูหนึ่งตัวสามารถนำเอามาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ช่องทางเช่นส่วนหัวของหมูนั่นส่วนมากคนเราจะไม่นำมาใช้แต่คนจีนส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ จะนำเอาหัวหมูมาเส้นไหว้ในงานต่างๆ เช่น ไหว้เจ้าแล้วส่วนหัวของหมู นั้นยังสามารถนำมารับประทานได้อีกด้วย นอกจากเนื้อแล้วที่รับประทานได้เครื่องในของหมู นั้นก็สามารถที่จะนำเอามารับประทานได้อีกด้วย โดยที่เราเลี้ยงหมูหนึ่งตัวตามหลักเกษตรมันก็สามารถประหยัด อะไรได้ไปหลายอย่างเลยอย่าง เช่น ต้นทุนในการไปซื้อเนื้อหมูที่ตลาดข้อดีของมันอีกอย่างก็ คือ เนื้อหมูที่เราเลี้ยงแบบตามหลักเกษตร นั้นไร้สารเร่งเนื้อแดงอย่างแน่นอนแล้วที่แน่นอนไปที่สุดนั่นก็ คือ เนื้อหมูของเรานั้นไม่รสชาติที่อร่อยไม่แพ้เนื้อหมูที่ถูกฉีด และ เร่งสารเนื้อแดงอีกด้วย หากเรากินเนื้อหมูที่กินสารเร่งเนื้อแดงมากเกินไปนั้นก็จะเกิดทำให้ร่างกายของเรารับสารที่ร่างกายของเราไม่ต้องการหากกินเข้าไปมากๆ ก็อาจจะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ ดังนั้นคนไทยส่วนใหญ่จึงให้ความสำคัญกับคำว่า สัตว์เกษตร ที่เลี้ยงด้วยมือคนตามหลักคำว่า พอเพียงพออยู่พอใช้และที่แน่นอนเราสามารถส่งออกไปยังเพื่อนบ้าน หรือ ส่งขายตลาดถือว่าได้ราคาอีกต่อเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ ข้อดีที่เห็นได้อย่างจัดเจนและนี้ก็เป็นเครื่องการันตี และ ยืนยันได้เลยว่าการทำเกษตรไม่ใช่แค่ทำไร่นาอีกต่อไปสัตว์ก็เป็นสัตว์เกษตรได้ เช่นกัน  

เส้นทางการเป็นเกษตรกรตามหลักวิถีพอเพียง

ถ้าหากพูดถึงเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการทำการเกษตร ที่ตามหลักพอเพียงนั้นเราก็จะนึกถึงการทำไร่นา ตามบ้านนอกต่างจังหวัดแต่จริงๆ แล้วคำว่าเกษตรกรนั้น ไม่ได้แปลว่าคนในเมืองคนกรุงเทพจะทำไม่ได้ มันเป็นการประหยัดต้นทุนต่างๆ คนสมัยก่อนก็ให้คำสำคัญกับคำว่าพอเพียงมานาน เนื่องด้วยเมื่อก่อนนั้นควายหรือกระบือก็ถือเป็นอุปกรณ์การเกษตรอย่างหนึ่ง ที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนานโดยควายนั้น สามารถช่วยเราทำเงินได้ดีมหาสารเลยไม่ว่าจะช่วยในการทำไร่ทำนา และไว้สำหรับเป็นยานพาหนะและ เนื้อของวัวนั้นสามารถนำเอาไปขายได้ด้วย เช่นกัน แถมยังเป็นเนื้อที่อร่อยและมีราคาแพงมากอีกด้วย สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ข้อดีของสัตว์ชนิดนี้ ยังไม่หมดเท่านี้ในอดีตยังเป็นสัตว์ ไว้สำหรับออกรบฆ่ากับศัตรูอีกด้วยแต่เราจะมาพูดในทางการทำไร่ทำนาตามวิถีพอเพียงกันว่ามันมีอะไรมั่งอย่าง เช่น การเพาะปลูกพืชการทำฟาร์มสัตว์เลี้ยง เพื่อเอาไว้กินในครอบครัวหากเหลือใช้ก็นำเอาไปขายได้เพียงแค่เท่านี้ หลักๆ แล้วมันก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ทำให้เราร่ำรวยได้เลย เพราะมีหลายคนที่ทำตามหลักวิถีพอเพียงแล้วไม่จนไม่ขัดสนสามารถใช้ชีวิตประจำวัน อย่างดีโดยที่ไม่ลำบากนั้นก็เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่อยากให้คนทั่วไปลองหันมาทำตามมั่งแล้วชีวิตจะเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัดว่าอะไรที่เปลี่ยนไปมั่ง แล้วอะไรที่ได้กลับมาจากสิ่งที่เราลงมือทำไปแล้วนอกจากนั้นสิ่งเหล่านี้ เราสามารถกระจายความรู้ความคิดออกไปสู้สังคม หรือ เพื่อนบ้านได้อีกด้วยโดยที่เราไม่เสียอะไรแต่จะทำให้สังคมของเรา นั้นมีชีวิตการเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ไม่ใช้เงินที่ฟุ่มเฟือยไปกับสิ่งของตามช่วงยุคสมัย