การเลี้ยงกุ้งก้ามแดง ตามหลักในหลวงรัชกาลที่ 9

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาภูมิพล อดุลยเดช ทรงถือได้ว่าเป็นกษัตริย์ที่คนไทยทุกคนรักยิ่งกว่าชีวิตเพราะพระองค์ท่านทรงงานอันเหน็ดเหนื่อยแก่ปวงชนชาวไทยมาตลอดชีวิต ทรงดำริสิ่งต่างๆ เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีโครงการต่างๆ มากมายที่ทรงสร้างขึ้นมาเพื่อพี่น้องชาวไทย และหนึ่งในโครงการที่พระองค์ทรงทำให้กับคนไทยนั่นก็คือ การทำให้คนไทยรู้จักการเลี้ยงกุ้งก้ามแดง กุ้งก้ามแดง หรือที่บางคนเรียกว่า ล็อบสเตอร์น้ำจืด มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Cherax quadricarinatus ได้เริ่มมีการทดลองและทำการวิจัยเพื่อหวังจะเลี้ยงให้ได้ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 โดยการทดลองเริ่มแรกนั้นได้ทำการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงในบริเวณนาข้าวของเกษตรกรที่เป็นชาวเขา ที่บ้านแม่กลางหลวง ดอยอินทนนท์ อ. จอมทอง จ. เชียงใหม่ ซึ่งนาข้าวที่เลี้ยงกุ้งก้ามแดงนี้ไว้นั้นเป็นนาข้าวของชาวเขาชนเผ่ากะเหรี่ยงที่ปลูกข้าวเอาไว้กินกันเองภายในครอบครัว และจากการทดลองเลี้ยงก็ได้เห็นว่ากุ้งก้ามแดงนั้นสามารถที่จะเจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี มีอัตราในการมีชีวิตอยู่ที่ค่อนข้างดี ไม่ไปกัดกินหรือทำลายต้นข้าว มีประโยชน์ในส่วนมูลของกุ้งก้ามแดงยังสามารถที่จะนำไปทำเป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้อีกด้วย ตรงส่วนนี้ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นข้าวนั้นเจริญงอกงามได้ดี มีผลผลิตที่สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเลยทีเดียว ทำให้เห็นผลชัดเจนว่าการเลี้ยงกุ้งก้ามแดงนั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยความที่กุ้งก้ามแดงเป็นกุ้งที่มีรสชาติอร่อย มีลักษณะคล้ายเนื้อปู ทำให้กลายเป็นที่นิยมของคนไทยได้ไม่ยาก จริงๆ แล้วหากต้องการที่จะพบเห็นตามธรรมชาติ สามารถพบเห็นได้ในแถบอเมริกาเหนือ, อเมริกาใต้, ยุโรป, เอเชียตะวันออก, นิวกินี และออสเตรเลีย ซึ่งหากมองรวมๆ แล้วกุ้งชนิดนี้มีสายพันธุ์มากมายกว่า 300 ชนิดเลยทีเดียว โดยขนาดของกุ้งก้ามแดงที่สามารถกินได้จะมีน้ำหนักตั้งแต่ครึ่งกิโลกรัมไปจนถึง 2 กิโลกรัม เลยทีเดียว จากการทดลองเลี้ยงนี้ทำให้สามารถระบุได้ว่า เกษตรกรเองสามารถที่จะเลี้ยงกุ้งก้ามแดงผสมผสานไปกับการทำนาข้าวได้ โดยสามารถปล่อยกุ้งลงไปพร้อมๆ …

การทำไร สวน แบบผสม ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศแห่งเกษตรกรรม เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการทำเกษตร ซึ่งในอดีตแม้ว่าคนไทยจะเข้าใจในการทำเกษตรแบบต่างๆ มาอย่างยาวนาน แต่ก็ยังถือว่าใช้ประโยชน์จากพื้นที่หรือใช้ประโยชน์จากการทำเกษตรตรงจุดที่ทำไม่ได้อย่างเต็มที่ จนเมื่อทุกคนได้มารู้จักกับเศรษฐกิจพอเพียง และการดำรงชีวิตตามหลักแนวคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียง นั่นทำให้รู้ขึ้นมาได้เลยว่าจริงๆ แล้วการทำไร สวน แบบผสม ก็ถือว่าเป็นความพอเพียงในการใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จริงๆ แล้วเรื่องของคำว่าการทำไร่ สวน แบบผสม ไม่ได้มีคำจัดความที่แน่นอนหรือตายตัวว่าคุณจะต้องปลูกพืชชนิดไหนหรือว่าต้องทำอย่างไรบ้าง แต่ความสำคัญและถือเป็นหัวใจหลักของการทำไร่ สวน แบบผสมก็คือควรจะต้องใช้พื้นที่ในบริเวณที่ทำให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด เลือกเอาพันธุ์ไม้หลายๆ ชนิดที่มีประโยชน์ต่อพื้นที่นั้นมาปลูก หรืออาจจะใช้การเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ดังกล่าว ไปด้วยก็ได้ ปัจจัยสำคัญก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเอามาอยู่ในพื้นที่บริเวณนั้นจะต้องเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนและอุ้มชูซึ่งกันและกัน อะไรที่มันจะขัดกันหรือมีโอกาสทำให้ผลผลิตที่จะได้ออกมาน้อยลงก็อย่าเลือกที่จะทำ โดยส่วนมากของการทำไร่สวน แบบผสม คนที่ทำก็จะมีพืชพันธุ์หลากหลายชนิดที่ถูกปลูกอยู่ในพื้นที่บริเวณดังกล่าว อาทิ พืชจากป่า, ไม้ผล, ไม้ยืนต้น, พืชสวนครัว รวมไปถึงสมุนไพรด้วย และยังมีอื่นๆ อีกมากมาย หรืออาจจะเป็นการเลี้ยงปลาในร่องสวน ร่องนา การเพาะพันธุ์ปลาในบ่อปลาที่อยู่ในพื้นที่ก็สามารถเป็นสิ่งที่สร้างไร่ สวน แบบผสมได้อย่างง่ายๆ ที่สำคัญคือการทำไร่สวน แบบผสมนี้ จะต้องเข้าใจในพื้นที่บริเวณนั้นๆ เป็นอย่างดีก่อนว่ามีสภาพพื้นที่เป็นอย่างไร ดินเป็นอย่างไร ฝนตกช่วงไหน อากาศโดยรวมเป็นอย่างไร เพื่อให้พืชหรือสัตว์ที่จะนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งสามารถอยู่ได้อย่างคงทนถาวรสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้ได้ในอนาคต การที่เกษตรกรหันมาทำไร สวน แบบผสมนอกจากจะได้ประโยชน์จากการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่าแล้ว ยังสามารถสร้างประโยชน์ในส่วนอื่นๆ ได้อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประหยัดแรงงานในการที่จะต้องทำในพื้นที่กว้างๆ …

การเป็นเกษตรกรที่ปลูกผักทำสวนทำไรเลี้ยงสัตว์ต้องทำอย่างไร

    ในตอนนี้นั้นสังคมกำลังมองว่าเมืองไทย หรือ ประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบรูณ์ ในด้านแหล่งน้ำสถานที่ทำเลทำมาหากินอย่างมาก ซึ่งก็เหมาะแก่การเพราะปลูกอย่างมากไม่ว่าจะเป็นปลูกผักทำสวน ทำไร่ เลี้ยงสัตว์ก็ดีไปหมดทุกอย่าง             วันนี้เราก็จะมาพูดถึงเกี่ยวกับการปลูกพืชที่เรียกว่าพืชรากเลื้อยอย่างเช่น ผักบุ้ง ตำลึง ถั่ว ฝัก แฝง อื่นๆ อีกมากมายถ้าหากถามว่ามันคืออะไรพืชรากเลื่อยพูดง่ายๆ ก็คือผักที่ไม่ได้ขึ้นเป็นลำต้นที่แน่นอน แล้วสามารถเก็บผลที่เดิมได้นั่นเองเพราะว่าพืชรากเลื้อย มักจะออกดอกออกผลแบบที่เราไม่คาดคิดว่าจะไปอยู่แห่งไหนเพราะว่าส่วนยอดของมันจะหาอาหารมาล่อเลี้ยงลำต้นพูดง่ายๆ ก็คือว่าที่ไหนมีแหล่งอาหารที่สมบรูณ์เจ้าพืชลากเลื้อยก็จะเลื้อยไปในทางนั้น เขาถึงเรียกว่าพืชเลื้อยและอีกอย่างก็คือการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ สัตว์ก็จำแนกออกไปอีกว่าสามารถเลี้ยงแล้วมันสามารถที่จะขายได้เร็ววัน หรือว่าเลี้ยงแล้วรอขายระยะยาวก็ว่ากันไปแล้วแต่เกษตรกรแต่ละคนอย่างเช่นการทำฟาร์มบ่อปลาการทำฟาร์มปลานี้นั้นข้อดีของมันก็คือ 1 ปี จะ สามารถส่งปลาขายในบ่อเราได้ 3 ครั้ง ตก 4เดือน ขายได้ 1 ครั้ง ก็แล้วแต่ชนิดของปลาว่าเป็นปลาอะไร เทคนิคการเลี้ยงของเกษตรกรก็ไม่เหมือนกันว่าจะเอาแบบฟาร์มพอเพียงหรือไม่ทำทำแบบฟาร์มพอเพียงก็จะเป็นการทำกรงเลี้ยงไก่ไว้บนบ่อเลี้ยงปลาหากไก่กินอาหารที่เรานำมาให้แล้วนั้นเวลาไก่ถ่ายออกมานั้นก็จะลงไปที่บ่อปลาแล้วก็จะกลายเป็นอาหารของปลาทำให้เราประหยัดและลดต้นทุนลงไปได้มากเลยและนี้ก็คือข้อดีของการทำการเป็นเกษตรกรที่ปลูกผักทำสวนทำไรเลี้ยงสัตว์

การปลูกพืชแบบเกษตรกรที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

  ปัจจุบันพืชจำผักพวกนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งที่คนไทยนิยมเก็บเอามารับประทานเป็นอาหารกันอย่างมากเลยก็ว่าได้ซึ่งก็มีอยู่ด้วยกันหลากหลายพืชผัก ไม่ว่าจะเป็น ผักบุ้ง ตำลึง แตงกวาง ถั่ว มะเขือ อื่นๆ อีกมากมายแต่ที่ชาวเกษตรนั่นเห็นว่ามันสามารถปลูกได้ง่ายแล้วก็สามารถนำเอามาทำเป็นอาหารได้ง่ายๆ หลากหลายเมนูนั่นก็เห็นจะเป็น ผักบุ้ง มันสามารถปลูกได้ง่ายและส่งออกไปขายได้อีกด้วยแล้วที่สำคัญมีหลากหลายสายพันธุ์เช่น สายพันธุ์ผักบุ้งไทย สายพันธุ์ผักบุ้งจีน สายพันธุ์ผักบุ้งกวางตุ้ง แต่ก็เหมือนกันหมดแต่แตกต่างอยู่ที่ลักษณะนั่นเองวิธีการปลูกก็คือพวกหน้าดินให้เป็นเหมือนเวลาทำนาแล้วก็นำเม็ดเมล็ดพืชพันธุ์ที่เราต้องการมาว่านลงไปแล้วก็ปลูกรอไม่ประมาณ 1 อาทิตย์ผักบุ้งที่เราปลูกก็จะออกผลผลิตออกมากแล้วเราก็สามารถเก็บเอาไปขายกระจายสู่ตลาดได้หรือจะเอามากินเป็น อาหารเองก็ได้ในตอนนี้ปัจจุบันนี้สามารถปลูกแบบในบ้านหรือตามตึกอาคารได้แล้วเพราะว่าเราสามารถปลูกแบบกระถางได้แล้วเหมือนปลูกต้นไม้เพราะว่าเราสามารถมีการกำหนดให้ลากไม้ของผักบุ้งให้อยู่ในทิศทางที่เรากำหนดแล้วเราก็จะได้เก็บมากินได้นั่นก็คือแนวความคิดแบบการปลูกแบบเกษตรกรแนวใหม่ที่เข้ากับสงคมไทยในตอนนี้อย่างมากซึ่งผลตอบรับก็ดีจนได้ถูกให้จัดให้เป็นเนื้อหาที่มีข้อมูลเอกสารอ้างอิงเกี่ยวกับการจดบันทึกว่าการเกษตรแบบเก่านั้นสามารถนำเข้ามาใช้กับแบบใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องมีการลงทุนอะไรมากมายยึดหลักดั่งเดิมที่เป็นการปลูกพืชแบบเกษตรกรที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันและนี่ก็คือวิ๔แบบที่เรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงแบบฉบับเกษตรกรของหมูบ้านเลยก็ว่าซึ่งพูดได้เลยว่ามีแต่ได้กับได้กับคำว่าการปลูกพืชแบบเกษตรกร