คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายที่แท้จริงคืออะไร

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก “เศรษฐกิจพอเพียง” หนึ่งในพระราชดำรัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ทรงมีพระประสงค์ให้ชาวไทยนำไปปรับใช้ในชีวิต เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งเราในฐานะราษฎรพร้อมที่จะน้อมนำคำสอนของท่านไปปฏิบัติตาม แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจความหมายแท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียงว่าคืออะไร แล้วใช่อย่างที่ปฏิบัติกันอยู่หรือไม่ ว่าแล้วก็ไปค้นหาคำตอบกันดีกว่า ความหมายแท้จริงของเศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียง คือ ปรัชญาที่แนะนำเกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิต ความเป็นอยู่ของคนในสังคมทุกระดับชั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับครอบครัว ชุมชน รวมไปถึงระดับรัฐบาลที่ดูแล พัฒนาบริหารประเทศ โดยปรัชญาของในหลวง ร.9 มีความหมายว่า การดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง นั่นคือ มีความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวเองที่ดีซึ่งถือเป็นความจำเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังหมายรวมถึง ความรอบคอบ รอบรู้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง ที่จะนำหลักวิชาการ สิ่งต่างๆ มาใช้ไม่ว่าจะขั้นตอนใดก็ตาม ในขณะเดียวกันการปลูกจิตสำนึกให้กับพื้นฐานภายในจิตใจของคนในสังคม ให้มีคุณธรรม ซื่อสัตย์สุจริต รวมถึงรอบรู้ในทางที่เหมาะสม โดยยึดหลักความอดทน การมีสติปัญญา ความรอบคอบ ความเพียรพยายาม ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้คนในสังคมพร้อมที่จะยอมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ เช่น ด้านวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม หรือด้านวัตถุ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และก็เพื่อให้เกิดความสมดุลในชีวิตด้วยนั่นเอง โดยเราได้แจกแจงความหมายของคุณสมบัติต่างๆ ให้กระชับ เข้าใจง่าย ดังนี้ ความพอประมาณ นั่นคือ …

หลักสูตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำไมต้องเริ่มที่เด็ก

การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้นั้น แม้จะฟังดูง่ายแต่เอาเข้าจริงก็ไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าหลายคนรู้จัก เคยได้ยิน แต่ไม่เข้าใจหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างแท้จริง ทำให้พอเวลาลงมือปฏิบัติจริงแล้วไม่ต่อเนื่องจนเกิดผลสัมฤทธิ์ได้ ทางภาครัฐจึงได้มีการออกนโยบายให้นำหลักสูตรปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่โรงเรียนเพื่อให้สอนเด็กเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น ว่าแต่ทำไมต้องเริ่มที่เด็กด้วยล่ะ หนึ่ง เด็กอยู่โรงเรียนมากกว่าบ้าน ปัจจุบันปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เด็กสมัยนี้ อยู่โรงเรียนมากกว่าบ้านเสียอีก วันหนึ่งต้องอยู่โรงเรียนอย่างน้อยก็ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน อยู่บนถนนอีก 2-3 ชั่วโมงต่อวัน และอยู่บ้านในเวลาที่เหลือ นั่นทำให้การส่งเสริมความคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงจะต้องส่งเสริมให้กับเด็กตอนอยู่โรงเรียนจะได้ผลดีกว่า สามารถทำได้ต่อเนื่องมากกว่า เราเรียนหนังสือในโรงเรียนอย่างน้อยก็ต้อง 12 ปีเป็นอย่างน้อย หากปลูกฝังอย่างต่อเนื่องรับรองว่าได้ผล สอง เด็กยังสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ สุภาษิตไทยได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนว่าไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก นั้นเป็นเรื่องจริงทีเดียว การปลูกฝังเรื่องนี้ตั้งแต่พวกเค้ายังเป็นเด็ก จะทำให้พวกเค้ามีแนวคิดเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงฝังอยู่ในจิตใจ แล้วทีนี้พอมันระเบิดออกมาจากข้างใน หรือหมายถึงความสนใจ ความต้องการที่จะทำเรื่องนี้จริงๆ ด้านพฤติกรรมอื่นก็ไม่ต้องสอนอะไรมากทุกอย่างจะขยับไปเอง แต่หากเป็นผู้ใหญ่แล้วการจะมาชักจูงเพื่อให้เปลี่ยนพฤติกรรมนี้ต้องใช้เวลานานและยากมาก สาม เด็กเปลี่ยนแล้วผู้ใหญ่เปลี่ยน เรามักจะเคยได้ยินว่า เด็กทำตามผู้ใหญ่ แต่เอาเข้าจริง บางครั้งผู้ใหญ่ก็ทำตามเด็กเหมือนกัน เราอยากเอาแนวคิดนี้มาใช้กับการปลูกฝังค่านิยมเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงกับเด็กลงไป หากเด็กช่วยกันทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างไร ก็จะทำให้ผู้ใหญ่ในครอบครัว หรือ ชุมชนนั้นคล้อยตามไปด้วย ลองนึกภาพหากลูกเราบอกว่าจะหยอดกระปุกเพื่อเก็บเงิน พร้อมกับชักชวนเราให้ทำตาม เราจะไม่ทำตามเชียวเหรอ จริงไหมล่ะ ยิ่งตายายเห็นลูกหลานทำความดีแบบนี้นะ รับรองว่าจะสนับสนุนและเปลี่ยนตัวเองตามเลยแบบไม่กล้าขัดใจหลาน …

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (สำหรับคนเมือง)

หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นับว่าเป็นหลักการและเป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิตของคนเรายุค 4.0 ได้เป็นอย่างดีกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกรากกำลังทำงานอย่างแข็งขัน หากเราไม่รู้เท่าทันมันก็อาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อตัวเองและครอบครัวได้ ยังมีหลายคนเข้าใจว่าหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องของเกษตรกรเท่านั้น แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลยหลักการนี้สามารถนำมาปรับใช้กับคนเมืองที่ไม่ได้ทำเกษตรกรได้เหมือนกัน มีอะไรบ้างไปดู ห่วงแรก มีเหตุผล การเป็นคนเมืองต้องยอมรับว่ามีสิ่งยั่วยุเยอะมากไม่ว่าจะเป็นสินค้า ของกิน ของใช้ เสื้อผ้าแบรนด์เนม งานเลี้ยง งานสังสรรค์และอีกสารพัดโปรโมชั่นร้านอาหารเพื่อจะมาดึงดูดเงินในกระเป๋าเรา หลักปรัชญาเศรษฐกิจห่วงแรกเราขอหยิบความมีเหตุผลมาก่อน ตรงนี้เรามีต้องมีเหตุผลในการใช้จ่ายอย่างหนักแน่น ก่อนจะซื้ออะไรก็ตามให้ลองเขียนเหตุผลในการอยากได้สิ่งนั้นมาสัก 5 ข้อเป็นอย่างน้อยแล้วชั่งใจว่าสิ่งของนั้นเป็นเรื่องดีและมีเหตุผลในการซื้อจริง จากนั้นค่อยลงมือซื้อ ไม่ใช่ซื้อของพร่ำเพรื่อวิ่งตามโฆษณาอย่างเดียว ทำอย่างนั้นแย่แน่นอน ห่วงที่สอง ความพอประมาณ ห่วงที่สองเป็นเรื่องความพอประมาณ แน่นอนว่าสุภาษิตไทยที่ว่า นกน้อยทำรังแต่พอตัวยังใช้ได้เสมอ เราไม่ควรทำอะไรที่เกินตัวมากเกินไป ควรใช้จ่ายอย่างพอประมาณกับรายรับ รายจ่ายของเรา เป็นไปได้ที่เราอาจจะต้องเสียเงินเพื่อซื้อสินค้าใหญ่ๆเช่นรถยนต์ แต่หากเราพิจารณาแล้วว่ามีเหตุผลในการซื้อ พอประมาณในการใช้จ่าย(ควบคุมรายจ่ายได้) ก็สามารถมีหนี้ได้เหมือนกัน บางคนเข้าใจว่าพอประมาณคือไม่มีหนี้เลย อันนี้ไม่ถูกต้องนะ ห่วงที่สาม มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ห่วงที่สามเวอร์ชั่นคนเมืองนี่บอกเลยว่ายากหน่อย นั่นคือการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ตรงนี้หมายถึงการควบคุมตัวเองให้อยู่ในจิตที่สงบเมื่อไม่มีเหมือนคนอื่น บางคนภูมิคุ้กันไม่ได้ เห็นใครมีก็อยากมีบ้าง มีโทรศัพท์ใหม่ มีเสื้อใหม่ วิ่งตามคอลเลกชั่นตลอด หรือเห็นเค้าประมูลในเว็บก็รีบไปกด CF แบบไม่ยั้งเพราะกลัวคนอื่นได้ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้อยากได้จริงแต่อยากเอาชนะเฉยๆ แบบนี้แสดงว่าภูมิคุ้มกันในตัวยังไม่ดีพอ อาจจะต้องฝึกนั่งสมาธิและลดการรับข้อมูลพวกนี้ไปบ้าง มองให้ออกจะช่วยให้มีภูมิคุ้มกันดีขึ้น หากภูมิคุ้มกันดีจะโปรโมชั่นยั่วยวนขนาดไหนก็ไม่สะเทือน …

เดินตามรอยพ่อไม่อดตายกับเศรษฐกิจพอเพียง

แม้ว่าจะมีหลักเศรษฐกิจมากมายหลายอย่าง แต่เชื่อเลยว่าแนวคิดทางด้านเศรษฐกิจที่เหมาะสมกับคนไทยมากที่สุด และสามารถต่อสู้กับโลกทุนนิยมได้อย่างไม่ขัดเขิน นั่นคือ แนวคิดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านทรงประทานให้เราไว้เป็นหลักยึดในการดำเนินชีวิตต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน มาดูเคล็ดลับกันบ้างว่ามีอะไรน่าสนใจ การปลูกพืชทุกอย่างที่กินได้ และกินทุกอย่างที่ปลูก การเดินตามรอยพ่อไม่อดตายนั้น หลักสำคัญประการแรกอยู่ตรงพืช การบริหารจัดการพื้นที่ของเรา หากเรามีพื้นที่ไม่มากนัก เราควรจะเน้นการปลูกพืชด้วยแนวคิดที่ว่า ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก อันไหนกินได้ ชอบกินก็ปลูกเอาไว้ แล้วเราก็จะมีของกินได้แบบไม่ต้องซื้อ วิธีนี้จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายต้นทุนการทำอาหารไปได้เยอะทีเดียว เมื่อพร้อมแล้ว เราอาจจะขยับขยายไปสู่การเลี้ยงสัตว์ อย่าง ไก่ เป็ด ปลา ก็ได้ หรือจะเป็นการปลูกเห็ดก็ได้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เรามีรายได้กลับมาด้วย ปลูกพืชกินให้หลากหลาย ต่อเนื่องจากประเด็นแรก การปลูกพืชกินได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะปลูกอย่างใดอย่างหนึ่งจนหมด เราต้องทำการปลูกพืชในลักษณะผสมผสานกัน หากเราปลูกผักก็ต้องมีหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ผักคะน้า ผักบุ้ง ต้นหอม ผักชี กระเพราะ โหระพา พริกชี้ฟ้า เป็นต้น การปลูกให้หลากหลายเอาไว้มีประโยชน์นั่นคือพืชผักผลไม้แต่ละชนิดต่างก็มีสารอาหารแตกต่างกัน ทำให้เราได้ได้รับสารอาหารแตกต่างกันไปด้วย(ไม่ต้องเสียเงินค่าหมอ) อีกทั้งผักหลากหลายชนิดก็ทำให้อาหารได้หลากหลายด้วย ทำแต่พอตัว ประมาณตน การเดินตามรอยพ่อขั้นตอนต่อไป นั่นคือ การทำแต่พอตัว …